exp

รู้สึกฝืดๆ เหมือนตัดขาดจากโลกภายนอกไปซะนานแฮะ
อยู่ med เหมือนไม่มีงานทำแต่ก็หมดแรง(ยังไงของมันวะ)
วันนี้เล่าคร่าวๆเรื่องclinic ก่อนดีกว่า

ชีวิตเปลี่ยนแปลงเมื่อขึ้นปีสี่ - absolutely!
ระบบการเรียนที่ไม่เหมือนเดิม เริ่มมีภาระงานกับความรับผิดชอบที่ต้องเอาเรื่องที่เคยเรียนมาใช้
ถ้าหัวกลวงไม่มีให้ใช้ก็ต้องถึกอ่านๆๆๆมันเข้าไป เหมือนเป็นช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของการเรียนแพทย์เลยแหละ
ว่ากันว่าจะรู้ว่าชอบสาขาวิชาแพทย์จริงรึเปล่าก็ตอนช่วงนี้ (จะซิ่วก็แก่ชะมัดเลยอะเนอะ จบสี่ปีได้วุฒิ วท.บ.)

ระบบการเรียนชั้นclinic ถ้าจะให้เทียบก็เหมือนการออกไปฝึกงานของสาขาวิชาอื่นๆเพียงแต่ของแพทย์ใช้เวลาฝึกกว่า 3 ปี ก่อนจะเรียนจบ
(จริงๆเรียนจบแล้วก็ยังมีช่วงเป็น"แพทย์เพิ่มพูนทักษะ"ที่ไปอยู่ตามชุมชนหรือเรียกว่าinternอีกอะนะ)

การเรียนเรียนรู้เน้นทักษะที่จะได้จากการดูแลผู้ป่วยจริงๆในหอผู้ป่วย(ward)เป็นสำคัญ แต่ก็ยังมีเล็คเชอร์เนื้อหาทางการตรวจและวินิจฉัยโรคและการรักษาเบื้องต้น
(ไปเน้นเรื่องรักษาอีกทีตอนปี5) นศพ.ก็จะถูกแบ่งเป็นกลุ่มหมุนเวียนไปตามแต่ละวอร์ด/ภาควิชา
ที่ม.อ.ของปีสี่ก็จะต้องผ่าน; med, ศัลย์, fam-med, ambu, selective

med - อายุรกรรม แหล่งรวมโรคสากกะเบือยันเรือรบ บนวอร์ดส่วนใหญ่จะเจอโรคเรื้อรัง(คนแก่) ตอนที่ผ่านmedก็จะมีเรียนจิตเวชปนด้วยประปราย

fam-med - เวชศาสตร์ครอบครัว เน้นการดูแลผู้ป่วยทุกด้าน ดูทั้งปัญหาโรค, ความเจ็บป่วย, ครอบครัว, ชุมชน เป็นหมอfammed ต้องอยู่บ้านๆและใกล้ชิดชุมชน (นึกภาพหมอชนบท แบบไปตลาดที คนรู้จักทั้งตลาด) ไม่มีวอร์ด ตรวจรักษาแบบผู้ป่วยนอก

ศัลย์ - ใช้ว่า preoperative and post operative care ปีสี่ก็ได้ตามเข้าไปดูผ่าตัด(ดีหน่อยก็ช่วยดึงเปิดแผล,เย็บแผล) งานคล้ายๆmed แต่ได้ทำหัตถการเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่า( หมอmedรักษาด้วยปาก หมอศัลย์ใช้แรงงาน)

ambu - ย่อมาจาก ambulatory care หมายถึงผู้ป่วยที่เดินมาโรงบาลเองและเดินกลับไปได้ เป็นพวกโรค หู คอ จมูก รวมตาด้วย มีวอร์ดเล็กๆเป็นของตัวเอง
แต่เน้นการตรวจรักษาแบบผู้ป่วยนอกมากกว่า

selective - ฤดูกาลท่องเที่ยว ;D ต้องเลือกออกไปฝึกที่โรงบาลชุมชนที่ไหนสักที่ ส่วนใหญ่ก็เลือกกลับบ้านหรือไม่ก็เลือกจังหวัดที่มีที่เที่ยวกัน

เพราะเป็นการหมุนเวียน การได้ผ่านลำดับก่อนหลังไม่เหมือนกันก็มีผลต่อชะตาชีวิตตอนปีสี่ด้วย
(อ่านเหมือนดูดวงนอ)
คนที่ขึ้นกองmed ก่อน - เราเอง - ชีวิตปีสี่จะเป็นภูเขา เพราะจากmed ก็จะต่อ fammed/ambu แล้วก็ศัลย์ก่อนไปselective medเป็นภูเขาตำราเพราะต้องอ่านเยอะส่วนศัลย์เป็นภูเขากรรมกร เรียนเยอะ ราวด์ดึก เวรดุ
คนที่ขึ้นศัลย์ก่อน - ต่อmed ก่อนจะไปสบายที่ fammed/ambu ค่อนข้างทรหดเพราะ med+ศัลย์ก็ร่วม 20 weeks ได้
ส่วนพวก fammed/ambu ก่อน - สองกองเบาสบาย กองละ 5 weeks สลับกัน พวกนี้ก้จะโดนงานตอนรับน้อง แล้วไปเหนื่อยตอนท้าย

ที่อื่นหมุนกองกันยังงี้รึป่าวไม่รู้นะ

เหนื่อยแล้วอะ ตอนแรกตั้งใจว่าจะเล่าเรื่องmed ไว้ค่อยมาเล่าต่อ

ยุ่ง มากมาย
รึเป็นเพราะไม่ฉลาดพอก็ไม่รุ(เหอะๆ) อะไรๆมันถึงได้ประเดประดังปนกันมั่วไปหมด

ก็อะนะ ดองบล็อกไม่มีกำหนด - -" ถึงปกติไม่ค่อยมีคนมาอ่านอยู่แล้วก็เหอะ

พอขึ้นไปคลินิกนิกแล้วมีเรื่องอยากเล่าหลายเรื่อง(หมอๆ) น่าจะทำให้คนที่สนใจจะเรียนต่อทางนี้ได้รู้อะไรบ้าง

ไว้ลงจากกองmed แล้วจะมาเล่าละกันนะ

ps. อยากวาดรูป อยากอ่านการ์ตูนเฟร้ยย
สอบ...ไปแล้ว

จะว่าไม่ได้อ่านหนังสือเลยก็กระไรอยู่ (ก็มันเป็นสอบปฏิบัติหนิ)
เราก็นั่งทวนๆขั้นตอนแล้วก็เขียนๆเอาไว้
พอค่ำก่อนสอบก็เปิดไฟล์วิด๊โอตรวจร่างกายดู
ดูแค่ตรวจchestกับตรวจหัวใจได้ครึ่งเดียว ง่วง นอน

ตื่นเช้า เมทแสนดีอุตส่าห์ลืมตาขึ้นมา
(เราสอบเช้ากลุ่มแรก เมทสอบบ่าย)
บอกว่าเจอไฟล์ตรวจท้องแล้ว
รวมอยู่ในไฟล์ไทรอยด์ เลยดูมันตอนเช้านั่นแหละ (อนาถ)

ไปนั่งรอสอบตั้งแต่แปดโมง กักตัวจนเก้าโมงครึ่ง

ตอนสอบก็ไม่คิดว่าตื่นเต้นนะ อือ ไม่ตื่นเต้นหรอก
แต่ก็รีบๆทำอะ พอเราทำท่าจะเรื่อยๆ อ.ที่คุมสอบส่วนใหญ่จะบอกให้เร็วๆ เดี๋ยวเวลาหมด
ไอ้ที่ลืมๆไปมั่งก็เพราะเวลาจำกัดนี่แหละ (ฐานละห้านาที) แต่ทำจริงๆเวลาเหลือเกือบทุกฐานนะ

ฐานแรก เราได้ฉีด IM (Intramuscular aka ฉีดก้น หรือแขน)
สบายๆ มานึกออกหลังสอบเสร็จว่าลืมเอาแอลกอฮอล์เช็ดขวดยา

ฐานสอง ฉีด ID (Intradermal)
เค้าเตรียมยา(น้ำเปล่า)ใส่เข็มให้แล้วแหละ
แต่เราไม่คุ้น+รีบ ไม่ได้ดู pushน้ำออกหมดเข็มเลย(อ.ขำเลย)
อ.เลยบอกให้เอาอีกเข็มที่เค้าเตรียมให้แล้ว ฉีดเลย เดี๋ยวไม่ทันนะ
เราก็ ฉีดเลย
กดสำลีแห้ง ทิ้งเข็มเรียบร้อย
ไม่ได้เช็ดแอลกอฮอล์ที่ผิวหนังก่อนฉีด
ตาย อนาถ
อ.เลยสอนให้อีกที (เอ้อ มันรู้อยู่หรอก แต่ด้วยความลน กรำจริงๆ)

ฐานอื่นๆก็เรื่อยๆ มีฐานใส่สายสวนปัสสาวะ(folley)
อ.กลัวไม่ทัน พอจะทำอะไร จารย์ก็จะบอก 'สมมติว่าเสร็จแล้ว แล้วไงต่อ'
ทุกขั้นตอน แต่เราก็ลืมใส่ถุงurineตอนสุดท้ายอีกอยู่ดี งืม

ผ่านมาเรื่อยๆถึงฐานสุดท้าย
เปิดประตูเข้าไปแล้วก็ อึ้ง
เห็นsphygmometerตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่
วัดความดัน (โอ๊ยยย อยากจะกรี๊ดด)
ไม่มีสอนตอนเรียนหัตถการ เหมือนสังหรณ์ เมื่อคืนก็นั่งจับชีพจรตัวเอง
เจอมั่งไม่เจอมั่ง
วันนี้ต้องจับจริง โอ๊ย หาไม่เจออออออ
ทฤษฎีถูกต้อง ทำครบทุกขั้นตอน แต่มันคลำไม่เจออออออ
มั่วๆไปว่า 110/90 เพื่อนที่มันวัดมาบอกทีหลังว่าเค้าเอาคนไข้ Hypertensionจริงมาให้วัด
เฮ้อ

ก็สนุกดี หมดเวลาปุ๊บมีกริ๊ง แล้วก็ต้องวิ่งไปห้องถัดไป
บางห้องก็ต้องทะลุผ่านอีกห้อง บางทีเข้าไปเพื่อนก็ยังไม่เสร็จ
สิบสองฐาน(พักสองฐาน)หนึ่งชั่วโมง รู้สึกว่าเร็วมาก
เสร็จแล้วต้องถูกกักตัวไว้จนถึงเที่ยงกว่า หิวข้าวโครดด

ทุกอย่างที่เคยลืมตอนสอบนี้คงจำไปอีกนานเลยแหละ
แล้วเราจะได้ไม่ไปพลาดที่คนไข้จริง
ที่เค้าต้องการให้เราช่วยเหลือ ไม่ใช่แย่ลงอีกเพราะมือหมอ

หลังสงกรานต์ก็เตรียมทักษะการตรวจร่างกายต่อ Go Go!